ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ เศรษฐกิจ การลงทุน หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ไอที-เทคโนฯ รถยนต์ ท่องเที่ยว ต่างประเทศ รวดเร็วสดใหม่ทุกวัน

รายงานผลการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ประจำปี 2566 และประจำปี 2567

หมวดหมู่: มติ ครม.
วันที่สร้าง วันพุธ, 22 กรกฎาคม 2569 23:47
ฮิต: 137

 

รายงานผลการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ประจำปี 2566 และประจำปี 2567

 

Gov 2

 

          คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 (รายงานผลการปฏิบัติงานฯ) ประจำปี 2566 และประจำปี 2567 ตามที่คณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ (คณะกรรมการ สทพ.) เสนอ

          สาระสำคัญของเรื่อง

          1. คณะกรรมการ สทพ. ในการประชุมครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2568 [โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (นายวราวุธ ศิลปอาชา) (ในขณะนั้น) ปฏิบัติหน้าที่ประธานในการประชุม] และในการประชุม ครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 [โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (นายอัครา พรหมเผ่า) ในขณะนั้น) ปฏิบัติหน้าที่ประธานในการประชุม] ได้มีมติเห็นชอบรายงานผลการปฏิบัติงานฯ ประจำปี 2566 และประจำปี 2567 และให้เสนอคณะรัฐมนตรีทราบต่อไป โดยรายงานผลการปฏิบัติงานฯ จะประกอบด้วยผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการตามพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 (พระราชบัญญัติฯ) 3 คณะ ได้แก่ คณะกรรมการ สทพ. คณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (คณะกรรมการ วลพ.) และคณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ (คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ)

          2. รายงานผลการปฏิบัติงานฯ ประจำปี 2566

              2.1 ผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการตามพระราชบัญญัติฯ สรุปได้ ดังนี้

 

คณะกรรมการ

ผลการปฏิบัติงานประจำปี 2566

(1) คณะกรรมการ สทพ.

- เห็นชอบแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ (.. 2566-2570) ประกอบด้วย 3 แผนงานหลัก ได้แก่ แผนงานหลักที่ 1 ส่งเสริมให้สังคมปรับหลักคิดความรู้ความเข้าใจ และตระหนักในความเท่าเทียมระหว่างเพศ (เช่น ผลักดันให้หลักสูตรสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความหลากหลายทางเพศ เป็นวิชาหลักในการเรียนการสอนขั้นพื้นฐานและทุกระดับ) แผนงานหลักที่ 2 ส่งเสริมให้ทุกองค์กร มีนโยบาย กฎ ระเบียบ และกลไกต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ (เช่น ผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบที่ขัดต่อการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ ส่งเสริมให้ภาครัฐและภาคเอกชนมีการกำหนดนโยบาย มาตรการแนวทาง กลไกในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศและแนวปฏิบัติกับกลุ่มเฉพาะ เช่น กลุ่มสตรี กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ) และแผนงานหลักที่ 3 ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อก่อให้เกิดนวัตกรรมในการสร้างความเท่าเทียมระหว่างทางเพศ (เช่น พัฒนาระบบฐานข้อมูลสารสนเทศและการสื่อสารสังคม ด้านความเท่าเทียมระหว่างเพศ)

- เห็นชอบแผนปฏิบัติการและแผนการใช้จ่ายงบประมาณกองทุนฯ ประจำปีงบประมาณ .. 2567 วงเงิน 7.2 ล้านบาท และเห็นชอบวงเงิน (เพิ่มเติม) อีกจำนวน 7 ล้านบาท รวมเป็น 14.2 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานของกองทุนฯ (เช่น ช่วยเหลือ ชดเชยและเยียวยา หรือบรรเทาทุกข์แก่บุคคล ซึ่งตกเป็นผู้เสียหายจากการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ)

(2) คณะกรรมการ วลพ.

รับพิจารณาคำร้องที่เกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ จำนวน 3 เรื่อง โดยผู้ร้องทั้ง 3 ราย เป็นผู้ที่แสดงออกแตกต่างจากเพศกำเนิด โดยมีประเด็นคำร้อง ดังนี้ 1) กรณีสถาบันการศึกษาห้ามแต่งกายและไว้ทรงผมตรงกับเพศสภาพในการเข้าเรียน การสอบวัดผล การฝึกปฏิบัติงาน การใช้รูปถ่ายชุดครุยวิทยฐานะในเอกสารรับรองการศึกษา และการเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร จำนวน 2 เรื่อง (มีคำวินิจฉัยแล้ว 1 เรื่อง และอยู่ระหว่างการพิจารณา 1 เรื่อง) และ 2) กรณีหน่วยงานภาครัฐหรือสถานประกอบการกีดกัน/ไม่รับสมัครเข้าทำงาน จำนวน 1 เรื่อง ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2566)1

(3) คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ

กองทุนฯ ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ประจำปี 2566 จำนวน 6.8 ล้านบาท เบิกจ่ายและก่อหนี้ผูกพัน จำนวน 5.4 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 79.55 ของงบประมาณตามแผน) และคงเหลือ จำนวน 1.4 ล้านบาท โดยได้ดำเนินงานใน 4 กิจกรรม ประกอบด้วย 1) การขจัดการเลือกปฏิบัติและความไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (เช่น การจัดกิจกรรมสานพลังเครือข่ายร่วมขจัดการเลือกปฏิบัติไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ : Gender Fair 2023 เพื่อเชิดชูเกียรติองค์กรเครือข่ายตัวอย่างด้านการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ) 2) การสร้างความตระหนักเรื่องความเท่าเทียมระหว่างเพศในสังคม (เช่น จัดอบรมพัฒนาวิทยากรด้านความเท่าเทียมระหว่างเพศ เพื่อสร้างความตระหนักเรื่องความเท่าเทียมระหว่างเพศเพื่อความเป็นธรรมในสังคม) 3) การสนับสนุนโครงการเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ (เช่น สนับสนุนงบประมาณให้หน่วยงาน/องค์กรต่าง ๆ ดำเนินโครงการกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองป้องกันและแก้ไขปัญหาการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ และ 4) การบริหารกองทุนฯ (เช่น จัดประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนฯคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ)

 

 

               2.2 ผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติฯ โดยการดำเนินงานตามมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศในการทำงาน (มาตรการฯ) พบว่า มีกรณีที่เข้าข่ายการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศในการทำงาน จำนวน 14 กรณี โดยมีหน่วยงานที่ถูกร้องว่ามีการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศในการทำงานได้ดำเนินการตามแนวทางของมาตรการฯ แล้ว เช่น (1) จัดตั้งกลไกร้องทุกข์ในหน่วยงานและแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและคณะกรรมการสอบวินัย เพื่อสอบสวนวินัยและพิจารณาลงโทษผู้กระทำความผิด (2) แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กฎ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. 2556 และกฎ ก.พ. ว่าด้วยการกระทำการอันเป็นการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ พ.ศ. 2553

              2.3 ข้อท้าทายของการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติฯ เช่น (1) การส่งเสริมให้สังคมปรับหลักคิด ความรู้ความเข้าใจ และตระหนักในความเท่าเทียมระหว่างเพศ (2) การส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐและเอกชนมีนโยบาย กฎ ระเบียบ และกลไกต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ รวมถึงการปรับปรุงแก้ไขและยกเลิกนโยบาย กฎ ระเบียบหรือวิธีการปฏิบัติในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ เพื่อเป็นการลดช่องว่างเชิงโครงสร้างของสังคม (3) การส่งเสริมโอกาสแก่บุคคลซึ่งตกเป็นผู้เสียหายจากการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศในการเข้าถึงการได้รับความช่วยเหลือ คุ้มครอง ชดเชย และเยียวยาหรือบรรเทาทุกข์ และปัญหาประสิทธิผลในการป้องกันมิให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศในหน่วยงานของรัฐ องค์กรเอกชน และสังคมในวงกว้าง โดยเฉพาะการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายระดับรากหญ้าผ่านช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย และการจัดทำยุทธศาสตร์การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดการยอมรับในความแตกต่าง (4) การขับเคลื่อนนโยบาย มาตรการ และแผนปฏิบัติงานเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศให้เกิดผลในทางปฏิบัติ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างบูรณาการจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และสถาบันการศึกษา (5) การติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อเสนอแนะมาทบทวนและปรับปรุงแนวทางการทำงาน ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินงานบรรลุผลสำเร็จตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพื่อสร้างสังคมไทยที่เป็นธรรมและเท่าเทียมสำหรับทุกคน

          3. รายงานผลการปฏิบัติงานฯ ประจำปี 2567

              3.1 ผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการตามพระราชบัญญัติฯ สรุปได้ ดังนี้

 

คณะกรรมการ

ผลการปฏิบัติงานประจำปี 2567

(1) คณะกรรมการ สทพ.

- ประกาศใช้แผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ (.. 2566-2570) และนำไปขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการดังกล่าวให้เกิดประสิทธิภาพ

- เห็นชอบแผนปฏิบัติการและแผนการใช้จ่ายงบประมาณกองทุนฯ ประจำปีงบประมาณ .. 2567 (เพิ่มเติม) ภายในวงเงิน 14.2 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานของกองทุนฯ

- เห็นชอบการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศและผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารกองทุนเพื่อขับเคลื่อนภารกิจของกองทุนฯ แทนคณะกรรมการชุดเดิมที่หมดวาระ และเห็นชอบการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายในคณะกรรมการ สทพ. เป็นประธานคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายเพื่อให้การดำเนินงานตามที่คณะกรรมการ สทพ. มอบหมายเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

(2) คณะกรรมการ วลพ.

รับพิจารณาคำร้องที่เกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ จำนวน 4 เรื่อง โดยผู้ร้องเป็นเพศชาย 1 ราย และเป็นผู้ที่แสดงออกแตกต่างจากเพศกำเนิด 3 ราย มีประเด็นคำร้อง ได้แก่ 1) กรณีหน่วยงานภาครัฐ สถานประกอบการกีดกันไม่รับสมัครเข้าทำงาน จำนวน 1 เรื่อง (ผู้ร้องได้ทำหนังสือขอถอนคำร้อง และคณะกรรมการพิจารณาอนุญาตเห็นสมควรให้ถอนคำร้องและมีคำสั่งจำหน่ายคำร้องออกจากสารบบคำร้อง) 2) กรณีสายการบินปฏิเสธการออกตั๋วเครื่องบินในการเดินทางไปต่างประเทศ จำนวน 1 เรื่อง (คณะกรรมการ วลพ. มีคำวินิจฉัยแล้วเสร็จในปี 2568) 3) กรณีหน่วยงานภาครัฐปฏิเสธการคัดเลือกเป็นคณะทำงานกองทุนระดับตำบลแห่งหนึ่ง จำนวน 1 เรื่อง (คณะกรรม วลพ. ได้มีมติไม่รับคำร้องไว้พิจารณา) และ 4) กรณีหน่วยงานรัฐจำกัดสิทธิการใช้รูปถ่ายในบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐและในทะเบียนประวัติข้าราชการ จำนวน 1 เรื่อง ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567)2

(3) คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ

กองทุนฯ ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ประจำปี 2567 จำนวน 14.2 ล้านบาท เบิกจ่าย และก่อหนี้ผูกพัน จำนวน 11.44 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 80.54 ของงบประมาณตามแผน) และคงเหลือ จำนวน 2.76 ล้านบาท โดยได้ดำเนินงานใน 4 กิจกรรม ได้แก่ 1) การขจัดการเลือกปฏิบัติและความไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (เช่น การจ่ายเงินช่วยเหลือ ชดเชยและเยียวยา ผู้เสียหายจากการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ จำนวน 1 ราย เนื่องจากสูญเสียโอกาสในการเข้าสอบเพื่อประกอบการงาน) 2) การสร้างความตระหนักเรื่องความเท่าเทียมระหว่างเพศในสังคม (เช่น การเผยแพร่คลิปวีดิโอและประชาสัมพันธ์การคุ้มครองป้องกันการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศเกี่ยวกับเรื่องความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัว) 3) การสนับสนุนโครงการเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ (เช่น จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างความเข้มแข็งภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกองทุนฯ และแนวทางการขอรับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนฯ) และ 4) การบริหารกองทุนฯ (เช่น จัดประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ/คณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ มีมติสำคัญครอบคลุมเกี่ยวกับการเร่งรัด กำกับ ติดตามการดำเนินงานของกองทุนฯ การอนุมัติสนับสนุนงบประมาณโครงการความเท่าเทียมระหว่างเพศและกำหนดแนวทางการติดตามประเมินผลลัพธ์)

 

 

              3.2 ผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติฯ โดยการดำเนินงานตามมาตรการฯ พบว่า มีกรณีที่เข้าข่ายการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศในการทำงาน จำนวน 15 กรณี ซึ่งมีหน่วยงานที่ถูกร้องว่ามีการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศในการทำงานได้ดำเนินการตามแนวทางของมาตรการฯ แล้ว เช่น (1) กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง การตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และตามระเบียบข้อบังคับของหน่วยงาน (2) การดำเนินการลงโทษทางวินัยกับผู้กระทำคุกคามทางเพศต่อเพื่อนร่วมงาน

              3.3 ข้อท้าทายของการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติฯ เกี่ยวกับการปรับหลักคิดและทัศนคติของคนในสังคมที่จะต้องเร่งดำเนินการเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศให้บรรลุผลและครอบคลุมทุกมิติของสังคม เช่น (1) การสร้างความรู้ความเข้าใจตามหลักสิทธิมนุษยชนที่ถูกต้องและทั่วถึง ทั้งในระดับบุคคล ชุมชน สังคม เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงรากเหง้าของการยึดติดกับความคิดแบบทวิเพศควบคู่ไปกับการทบทวนและปรับแก้ไขกฎ ระเบียบ กฎหมายที่เอื้อให้เกิดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ เพื่อเป็นการลดช่องว่างเชิงโครงสร้างของสังคม (2) การส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญและเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศในสังคมไทย และต้องมีการติดตามประเมินผล เพื่อนำข้อเสนอแนะมาทบทวนและปรับปรุงแนวทางการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศเพื่อสร้างสังคมไทยที่เป็นธรรมและเท่าเทียมสำหรับทุกคน

 

______________________________

1จากการประสาน พม. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 แจ้งว่า คำร้องที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในปี 2566 จำนวน 2 เรื่อง ปัจจุบันคณะกรรมการ วลพ. ได้มีผลการวินิจฉัยแล้ว โดยกรณีสถาบันการศึกษาห้ามแต่งกายและไว้ทรงผมตรงกับเพศสภาพพบว่ามีการเลือกปฏิบัติ ซึ่งผู้ถูกร้อง (สถาบันการศึกษา) ได้มีการกำหนดระเบียบและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการแต่งกายต่อผู้ที่แสดงออกแตกต่างจากเพศกำเนิดแล้ว และมีผลการวินิจฉัยกรณีหน่วยงานภาครัฐหรือสถานประกอบการกีดกัน/ไม่รับสมัครเข้าทำงานพบว่า มีการเลือกปฏิบัติ
ซึ่งผู้ถูกร้องอยู่ระหว่างดำเนินการเพิกถอนคำวินิจฉัยต่อศาลปกครอง

2จากการประสาน พม. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 แจ้งว่า คำร้องที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในปี 2567 ปัจจุบันคณะกรรมการ วลพ. ได้มีผลการวินิจฉัยแล้วว่า มีการเลือกปฏิบัติ ซึ่งผู้ถูกร้องได้ดำเนินการเพิกถอนคำวินิจฉัยและอยู่ระหว่างการพิพากษาของศาลปกครอง

 

 

(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายกรัฐมนตรี) 21 กรกฎาคม 2569

 

 

g3

Click Donate Support Web

NT logo 720x100

GSB720x100px

ใจฟู720x100pxSME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100

CKPower 720x100

QIC 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100