ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ เศรษฐกิจ การลงทุน หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ไอที-เทคโนฯ รถยนต์ ท่องเที่ยว ต่างประเทศ รวดเร็วสดใหม่ทุกวัน
ผลการพิจารณารายงานผลการพิจารณาข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการพิจารณารายงานผลการพิจารณาข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. .... ของวุฒิสภา ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ และแจ้งให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาทราบต่อไป
1. เรื่องเดิม
1.1 คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. .... ของวุฒิสภา ได้มีข้อสังเกตเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. …. ซึ่งในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 25 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม 2569 ที่ประชุมได้มีมติเห็นด้วยกับข้อสังเกตดังกล่าว เช่น
1.1.1 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 5 (4) ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง ควรให้ความสำคัญต่อผู้มีความรู้และประสบการณ์ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ที่มาจากองค์กรของผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาองค์กรผู้บริโภค พ.ศ. 2562 เนื่องจากต้องมีการคุ้มครองประชาชนและผู้ใช้บริการให้เกิดความปลอดภัยและเป็นธรรม
1.1.2 ตามพระราชบัญญัตินี้ ผู้ที่มีสิทธิได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการขนส่งทางรางมีคุณสมบัติและมีลักษณะตามมาตรา 35 มาตรา 36 และมาตรา 37 จะต้องเป็นหน่วยงานหรือนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่จดทะเบียนตามกฎหมายไทยและมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในราชอาณาจักร สำหรับบริษัทต่างชาติที่มีชาวต่างชาติถือหุ้น 100% ไม่สามารถเข้ามาเป็นผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการขนส่งทางรางได้ เนื่องจากกฎหมายระบุให้ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องมีทุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 และต้องเป็นบุคคลธรรมดาซึ่งมีสัญชาติไทย
1.1.3 ใบอนุญาตการประกอบกิจการขนส่งทางรางตามร่างพระราชบัญญัตินี้ อาจมีการโอนสิทธิตามใบอนุญาตให้บุคคลอื่นได้โดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางรางตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนดนั้น (มาตรา 52) ต้องมีหลักเกณฑ์หรือมาตรฐานที่ชัดเจน เพื่อป้องกันการใช้ดุลพินิจที่ไม่เป็นธรรม และป้องกันการผูกขาดกิจการโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ และเพื่อเป็นหลักประกันด้านคุณภาพการบริการและการแข่งขันในตลาด
1.2 รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ คค. เป็นหน่วยงานหลักรับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญดังกล่าวไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง (กค.) สำนักงบประมาณ (สงป.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อสังเกตดังกล่าว และสรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในภาพรวมแล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
2. สาระสำคัญของเรื่อง
คค. ได้พิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามข้อ 1.2 โดยได้รวบรวมข้อเท็จจริงและข้อพิจารณาในประเด็นต่าง ๆ สรุปได้ ดังนี้
|
ข้อสังเกตของวุฒิสภา |
ผลการพิจารณา / ผลการดำเนินการ |
|
|
● บทนิยามคำว่า “กิจการขนส่งทางราง” หมายความว่า การประกอบกิจการรางเพื่อการขนส่งการประกอบกิจการเดินรถขนส่งทางรางและ การประกอบกิจการรางเพื่อการขนส่งและการเดินรถขนส่งทางราง” อาจมีการตีความรวมถึงกิจการของภาคเอกชนด้วย แต่หากพิจารณาบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 มาตรา 56 ระบุว่า “รัฐจะกระทำการใด ๆ ให้โครงสร้างหรือโครงข่ายพื้นฐานของกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนหรือทำให้รัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่าร้อยละ 51 ไม่ได้” และการประกอบกิจการขนส่งทางรางตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ จะเป็นเรื่องของการให้สัมปทานหรือให้ร่วมทุนซึ่งเป็นเรื่องของการร่วมกันระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน เมื่อเอกชนดำเนินการเสร็จแล้ว กรรมสิทธิ์ในโครงสร้างพื้นฐานทางรางจะตกเป็นของรัฐตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 23 ดังนั้น เมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว คำว่า “กิจการขนส่งทางราง” จึงเป็นไปเพื่อ “กิจการของรัฐ” เท่านั้น |
● คค. โดยกรมการขนส่งทางราง ขอรับข้อสังเกตไว้พิจารณาดำเนินการ กิจการขนส่งทางรางที่เป็นไปเพื่อกิจการของรัฐนั้นจะเป็นกรณี “เจ้าของโครงการ” ซึ่งมีนิยามว่าต้องเป็นหน่วยงานของรัฐที่ดำเนินการเกี่ยวกับกิจการขนส่งทางรางเท่านั้น เพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะแต่ความในส่วนนี้ย่อมไม่กระทบกับสิทธิและหน้าที่ของเอกชนในการประกอบกิจการขนส่งทางรางในฐานะผู้ได้รับใบอนุญาตตามร่างพระราชบัญญัตินี้ เนื่องจาก “ผู้ได้รับใบอนุญาต” จะมีสิทธิและหน้าที่แตกต่างจาก “เจ้าของโครงการ” รวมถึงไม่กระทบกับสิทธิของเอกชนที่เป็นผู้ดำเนินโครงการขนส่งทางรางหรือประกอบกิจการขนส่งทางราง โดยเอกชนเป็นผู้ลงทุนและดำเนินกิจกิจการบนพื้นที่ของเอกชนทั้งหมด ● กค. และ สงป. ไม่มีความเห็นเพิ่มเติมต่อข้อสังเกตดังกล่าว |
|
|
● เขตระบบขนส่งทางราง เป็นเขตหวงกันไว้สำหรับการบริการและดำเนินกิจการ และความปลอดภัยของระบบขนส่งทางราง และเพื่อให้มีการกำหนดขอบเขตความปลอดภัยให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นและมี “เขตปลอดภัยระบบขนส่งทางราง” ซึ่งขยายเขต ต่อจากขอบเขตระบบขนส่งทางรางด้วย เช่น รัศมีพื้นที่สองข้างทางของระบบขนส่งทางราง เขตจุดตัดของระบบการเดินทางรูปแบบอื่น ๆ ที่ทับซ้อนกับระบบขนส่งทางราง เขตพื้นที่ความปลอดภัยของระบบขนส่งทางรางโดยรอบสถานีโดยสาร |
● คค. โดยกรมการขนส่งทางราง ขอรับข้อสังเกตไว้พิจารณาดำเนินการ เนื่องจากคำว่า “เขตที่หวงกัน” เป็นคำที่ไม่อาจทราบได้ว่ามีเขตอย่างไร จึงได้กำหนดให้ เขตระบบรถขนส่งทางรางหมายความว่า เขตที่กำหนดขึ้นเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการขนส่งทางราง และเขตปลอดภัยระบบรถขนส่งทางราง หมายความว่า เขตที่กำหนดขึ้น เพื่อรักษาความปลอดภัยแก่ระบบรถขนส่งทางรางหรือคนโดยสารระบบรถขนส่งทางราง และบุคคลอื่นที่อยู่ในเขตระบบรถขนส่งทางราง เพื่อให้สอดคล้องกันกับพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543 และเพื่อให้เกิดความชัดเจนไม่ให้เกิดปัญหาในการตีความ ● กค. และ สงป. ไม่มีความเห็นเพิ่มเติมต่อข้อสังเกตดังกล่าว |
|
|
● กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมาตรา 5 (4) ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากบุคคลผู้มีความรู้และประสบการณ์ด้านวิศวกรรม ด้านขนส่ง ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านกฎหมาย หรือด้านอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการขนส่งทางรางนั้นควรให้ความสำคัญต่อผู้มีความรู้และประสบการณ์ ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคที่มาจากองค์กรของผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ. 2562 เนื่องจากต้องมีการคุ้มครองประชาชนและผู้ใช้บริการให้เกิดความปลอดภัยและเป็นธรรม |
คค. โดยกรมการขนส่งทางราง ขอรับข้อสังเกตไว้พิจารณาดำเนินการ โดยจะเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางรางให้แต่งตั้งผู้แทนจากองค์กรของผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติ การจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ. 2562 เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 5 (4) ในด้านอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการขนส่งทางราง ● กค. และ สงป. ไม่มีความเห็นเพิ่มเติมต่อข้อสังเกตดังกล่าว |
|
|
● พระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นการดำเนินการเกี่ยวกับการขนส่งสาธารณะ ที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนหรือชุมชนในท้องที่นั้น ๆ ควรมีการกำหนดให้ผู้แทนภาคประชาชนในท้องที่นั้น ๆ เข้าไปมีส่วนร่วมในการตรวจสอบด้วย เพื่อการยกระดับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนให้มากยิ่งขึ้น ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของอธิบดีเกี่ยวกับการจัดสร้างโครงการขนส่งทางรางตามมาตรา 18 อธิบดีควรแต่งตั้ง “ที่ปรึกษา” จากผู้แทนภาคประชาชนในท้องที่นั้น ๆ ด้วย และในอนาคต การร่างกฎหมายใดที่มีผลกระทบต่อภาคประชาชนหรือชุมชน ผู้ร่างกฎหมายต้องคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบให้เข้ามามีส่วนร่วมในคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนั้น ๆ เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการร่วมพิจารณาและให้ความเห็นในสิ่งที่จะมีผลกระทบต่อพวกเขาโดยตรงมากยิ่งขึ้น |
● คค. โดยกรมการขนส่งทางราง ขอรับข้อสังเกตไว้พิจารณาดำเนินการ โดยจะพิจารณาแต่งตั้งที่ปรึกษาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อเป็นผู้ตรวจสอบแผนผังบริเวณ แบบแปลน และรายการประกอบแบบแปลนเกี่ยวกับการจัดสร้างโครงการขนส่งทางรางซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ทางด้านสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางรางหรือเป็นประโยชน์แก่การปฏิบัติหน้าที่ ● กค. และ สงป. ไม่มีความเห็นเพิ่มเติมต่อข้อสังเกตดังกล่าว |
|
|
● ตามพระราชบัญญัตินี้ ผู้ที่มีสิทธิได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการขนส่งทางรางมีคุณสมบัติ และมีลักษณะตามมาตรา 35 มาตรา 36 และมาตรา 37 จะต้องเป็นหน่วยงานหรือนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่จดทะเบียนตามกฎหมายไทยและ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในราชอาณาจักร สำหรับบริษัทต่างชาติที่มีชาวต่างชาติถือหุ้น 100% ไม่สามารถเข้ามาเป็นผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการขนส่งทางรางได้ เนื่องจากกฎหมายระบุให้ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องมีทุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 และต้องเป็นบุคคลธรรมดาซึ่งมีสัญชาติไทย อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการลดภาระงบประมาณด้านการลงทุนของประเทศและเป็นการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ จึงควรเปิดโอกาสให้บริษัทต่างประเทศที่มีความพร้อมดังกล่าว สามารถเข้ามาลงทุนได้โดยผ่านกลไกการส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐซึ่งมีการกำกับดูแลจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการลงทุน โดยเฉพาะการส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในลักษณะโครงการเพื่อสังคม (Corporate Social Responsibility : CSR) และโครงการด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Credit) โดยให้รัฐบาลไทยเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและข้อสัญญาที่ชัดเจน เพื่อให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรมและสมดุล ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ และเพิ่มทางเลือกในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งทางรางให้มีความยั่งยืน โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณของรัฐเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายการพัฒนาประเทศตามหลักเศรษฐศาสตร์ฐานรากและหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ที่มุ่งให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศร่วมกัน |
● คค. โดยกรมการขนส่งทางราง ขอรับข้อสังเกตไว้พิจารณาดำเนินการร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางร่าง พ.ศ. .... มาตรา 38 ได้กำหนดให้ผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการขนส่งทางรางต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของบุคคลซึ่งมีสัญชาติไทยเนื่องจากกิจการขนส่งทางรางเป็นเรื่องเกี่ยวกับการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าอันเป็นการให้บริการสาธารณะและเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศไทย จึงควรกำหนดให้ผู้ที่มีสัญชาติไทยเป็นผู้ประกอบกิจการขนส่งทางรางเพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแล และกรมการขนส่งทางรางสามารถสนับสนุนการเปิดโอกาสให้บริษัทต่างชาติที่มีความพร้อมเข้ามาร่วมลงทุนผ่านกลไกการส่งเสริมการลงทุนได้ เช่น โครงการลงทุนเพื่อสังคมงานระดมทุน ต่าง ๆ ฯลฯ ● กค. และ สงป. ไม่มีความเห็นเพิ่มเติมต่อข้อสังเกตดังกล่าว |
|
|
● ใบอนุญาตการประกอบกิจการขนส่งทางรางตาม ร่างพระราชบัญญัตินี้ อาจมีการโอนสิทธิตามใบอนุญาตให้แก่บุคคลอื่นได้โดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางร่างตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนดนั้น (มาตรา 52) หากคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางรางให้ความเห็นชอบการโอนสิทธิโดยไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน อาจนำไปสู่การใช้ดุลพินิจที่อาจไม่เป็นธรรม หรือทำให้เกิดการผูกขาดกิจการโดยผู้ประกอบการ รายใหญ่ได้ ดังนั้น ต้องมีหลักเกณฑ์หรือมาตรฐานที่ชัดเจน เพื่อป้องกันการใช้ดุลพินิจที่ไม่เป็นธรรม และป้องกันการผูกขาดกิจการโดยผู้ประกอบการรายใหญ่และเพื่อเป็นหลักประกันด้านคุณภาพการบริการและการแข่งขันในตลาด |
● คค. โดยกรมการขนส่งทางราง ขอรับข้อสังเกตไว้พิจารณาดำเนินการ โดยจะนำเรื่องการโอนสิทธิตามใบอนุญาตให้แก่บุคคลอื่นเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางรางซึ่งประกอบด้วยผู้มีความรู้และประสบการณ์ด้านต่าง ๆ เพื่อพิจารณากำหนดหลักการที่เหมาะสมต่อไป ● กค. และ สงป. ไม่มีความเห็นเพิ่มเติมต่อข้อสังเกตดังกล่าว |
(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายกรัฐมนตรี) 16 มิถุนายน 2569
g13
สงวนลิขสิทธิ์ © 2557 บริษัท เพาเวอร์ ไทม์ มีเดีย จำกัด