ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ เศรษฐกิจ การลงทุน หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ไอที-เทคโนฯ รถยนต์ ท่องเที่ยว ต่างประเทศ รวดเร็วสดใหม่ทุกวัน

สรุปผลการพิจารณาข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต กรณีศึกษาการแก้ไขสัญญางานให้สิทธิประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากรและงานให้สิทธิประกอบกิจการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ภายในอาคารผู้โดยสาร ให้กับคู่สัญญาของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)

หมวดหมู่: มติ ครม.
วันที่สร้าง วันพฤหัสบดี, 11 มิถุนายน 2569 12:09
ฮิต: 538

 

สรุปผลการพิจารณาข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต กรณีศึกษาการแก้ไขสัญญางานให้สิทธิประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากรและงานให้สิทธิประกอบกิจการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ภายในอาคารผู้โดยสาร ให้กับคู่สัญญาของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)

 

Gov 2

 

          คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบสรุปผลการพิจารณาข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตกรณีศึกษาการแก้ไขสัญญางานให้สิทธิประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากรและงานให้สิทธิประกอบกิจการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ภายในอาคารผู้โดยสาร ให้กับคู่สัญญาของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และแจ้งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทราบต่อไป รวมทั้ง ให้หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติตามแนวทางและกลไกการดำเนินงานสำหรับการจัดทำหลักเกณฑ์และขั้นตอนในการให้เอกชนใช้ทรัพย์สินของรัฐและทรัพยากรธรรมชาติอย่างเคร่งครัด โดยให้กระทรวงการคลังกำกับและติดตามให้หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าว เพื่อประโยชน์สูงสุดของทางราชการต่อไป

          สาระสำคัญของเรื่อง

          กค. ได้ประชุมหารือร่วมกับ คค. อส. และ ทอท. เพื่อพิจารณา/ดำเนินการตามข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต กรณีศึกษาการแก้ไขสัญญางานฯ ทั้ง 3 ด้าน ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอแล้ว โดยมีรายละเอียดสรุป ดังนี้

 

ข้อเสนอของคณะกรรมการ ...

 

ผลการพิจารณา / ผลการดำเนินการ เช่น

(1) ข้อเสนอด้านนโยบาย เช่น

     (1.1) ควรมอบหมายให้ สคร. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาศึกษา วิเคราะห์ข้อดี ข้อเสียของการกำกับดูแลกิจการ/โครงการซึ่งไม่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนฯ .. 2562

     (1.2) ควรกำหนดให้มีหน่วยงานหรือคณะกรรมการที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลและตรวจสอบการดำเนินโครงการที่ไม่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการร่วมทุนฯ .. 2562 ให้มีมาตรฐานเทียบเท่ากับการดำเนินโครงการภายใต้พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนฯ .. 2562

 

กค. ได้มีการกำหนดแนวทางกลไก/เครื่องมือเพื่อกำกับดูแลและตรวจสอบการดำเนินงานของหน่วยงานสำหรับโครงการซึ่งไม่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนฯ .. 2562 โดยเฉพาะกิจการเชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าสูง รวมถึงการบริหารจัดการโครงการและการบริหารสัญญาของหน่วยงานของรัฐให้มีมาตรฐานเทียบเท่ากับการดำเนินโครงการภายใต้พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนฯ .. 2562 และเป็นไปตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ .. 2562 รวมทั้งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2562 (เรื่อง รายงานผลการดำเนินการตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน .. .... (คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ) และเป็นไปตามข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต กรณีศึกษาการแก้ไขสัญญางานฯ ด้านนโยบายและด้านการบริหารจัดการโครงการและการบริหารสัญญาของหน่วยงานของรัฐแล้ว โดยมีแนวทางและกลไกการดำเนินงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้เพิ่มเติมเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้ประกอบการพิจารณาสำหรับการจัดทำหลักเกณฑ์และขั้นตอนในการให้เอกชนใช้ทรัพย์สินของรัฐและทรัพยากรธรรมชาติ สรุปได้ ดังนี้

1) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพย์สินของรัฐและทรัพยากรธรรมชาติ ควรมีการพิจารณาจัดทำและดำเนินโครงการในรูปแบบคณะกรรมการ โดยควรแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาหลักการของโครงการคณะกรรมการคัดเลือกเอกชน และคณะกรรมการกำกับดูแลที่สอดคล้องกับมาตรา 29 มาตรา 36 และมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนฯ .. 2562 (ตามข้อ 4.3) ตามลำดับ และควรมีผู้แทนที่ได้รับการเสนอชื่อจากหน่วยงานกลางเข้าร่วมเป็นองค์ประกอบของคณะกรรมการข้างต้นตามหน้าที่และอำนาจที่เกี่ยวข้องและความเหมาะสม โดยยึดหลักความโปร่งใสและป้องกันการขัดกันของผลประโยชน์ ทั้งนี้ ควรให้มีกลไกรายงานผลการดำเนินงานของโครงการต่อกระทรวงเจ้าสังกัดในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

2) การจัดทำหลักเกณฑ์และขั้นตอนในการพิจารณาหลักการของโครงการ การคัดเลือกเอกชนและการกำกับดูแลสำหรับโครงการที่ให้เอกชนใช้ทรัพย์สินของรัฐและทรัพยากรธรรมชาติให้หน่วยงานพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนการดำเนินการที่มีความเหมาะสมกับขนาดมูลค่าของโครงการที่แตกต่างกัน เช่น ในกรณีที่โครงการที่มีวงเงินมูลค่าตั้งแต่ห้าพันล้านบาทขึ้นไปให้หน่วยงานกำหนดให้มีการเสนอโครงการต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติหลักการของโครงการ และในกรณีที่โครงการที่มีวงเงินมูลค่าต่ำกว่าห้าพันล้านบาท ให้หน่วยงานกำหนดให้มีการเสนอโครงการต่อกระทรวงเจ้าสังกัดเพื่อพิจารณาอนุมัติหลักการของโครงการ

3) ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพย์สินของรัฐและทรัพยากรธรรมชาตินำหลักการตามข้อ 1) และข้อ 2) ไปประกอบการพิจารณาจัดทำหลักเกณฑ์และขั้นตอนเพื่อถือปฏิบัติเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับหลักเกณฑ์และขั้นตอนในกฎหมาย กฎ และระเบียบของหน่วยงานดังกล่าว ทั้งนี้ ควรพิจารณาให้สอดคล้องกับมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ .. 2561 (ตามข้อ 4.2)

(2) ข้อเสนอด้านการบริหารจัดการโครงการและการบริหารสัญญาของหน่วยงานของรัฐ เช่น

     (2.1) การกำหนดนโยบาย มาตรการหรือแนวทางให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญาจะต้องพิจารณาภายใต้กรอบของกฎหมายและความเหมาะสมของสถานการณ์

     (2.2) การเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของสัญญาที่อาจกระทบต่อผลประโยชน์ตอบแทนที่รัฐควรได้รับหรือก่อให้เกิดผลผูกพันทรัพย์สินหรือก่อให้เกิดภาระทางการเงินการคลังแก่รัฐ ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการนำเสนอผลการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบด้วย

     (2.3) กรณีที่คู่สัญญาหรือผู้รับสัมปทานได้รับผลกระทบจากสถานการณ์หรือเหตุสุดวิสัยต่าง หน่วยงานเจ้าของโครงการและคู่สัญญาหรือผู้รับสัมปทานต้องพิจารณาถึงเหตุผล ความจำเป็นและความเหมาะสม ตลอดจนคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะอย่างเคร่งครัดก่อนที่จะมีการแก้ไขสัญญาหรือดำเนินการอื่น ที่เกี่ยวข้อง

 

 

(3) ข้อเสนอด้านการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ เช่น สคร. ควรกำกับติดตามและเร่งรัดให้ ทอท. ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2563 (เรื่อง ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต กรณีศึกษาเกี่ยวกับการประมูลงานฯ) โดยเฉพาะในประเด็นที่อยู่ระหว่างดำเนินการ เช่น ระบบ POS และการจัดตั้งจุดส่งมอบสินค้า (Pick Up Counter) ซึ่ง ทอท. ต้องให้ความสำคัญและกำหนดเงื่อนไขในการติดตั้งและเชื่อมต่อระบบ POS ที่สมบูรณ์และถูกต้องตามมาตรฐานที่กรมสรรพากรกำหนดและหากผู้ประกอบการไม่ดำเนินการติดตั้งและเชื่อมต่อระบบ POS ทอท. ต้องไม่อนุญาตให้ประกอบกิจการในพื้นที่ของ ทอท.

 

คค. และ กค. (สคร.) ได้กำกับและติดตามให้ ทอท. ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ซึ่ง ทอท. ได้รายงานความคืบหน้าการดำเนินการ สรุปได้ ดังนี้

1) ระบบ POS 

     1.1) ทอท. ได้ติดตั้งและเชื่อมต่อระบบ POS ตามมาตรฐานที่กรมสรรพากรกำหนด โดยในเงื่อนไขสัญญาอนุญาตให้ประกอบกิจการ ข้อ 2.10 ระบุว่า “....ผู้รับอนุญาตจะต้องติดตั้งอุปกรณ์และระบบบันทึกยอดขายซึ่งมีคุณสมบัติตามที่กรมสรรพากรกำหนด เพื่อใช้ในการบันทึกข้อมูลการขาย/การบริการ...” ซึ่ง ทอท. ได้มีการตรวจสอบการลงทะเบียนกับกรมสรรพากรตามคู่มือการปฏิบัติงานมาโดยตลอด

     1.2) ทอท. ได้มีการดำเนินงานเกี่ยวกับระบบรับรู้รายได้ผู้ประกอบการรายย่อยของ ทอท. [AOT Revenue Recognition System (AOT RR System)] โดยติดตั้งและเชื่อมต่อ AOT RR System เข้ากับเครื่อง POS ของผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ผู้ประกอบการบริหารกิจกรรมเชิงพาณิชย์และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว

     1.3) ทอท. ได้แต่งตั้งคณะทำงานบริหารและพัฒนาระบบการจัดเก็บรายได้ด้านการพาณิชย์ของ ทอท. เพื่อควบคุมกำกับดูแล การบริหาร การพัฒนา และการรายงานข้อมูลการจัดเก็บรายได้ด้านการพาณิชย์ของ ทอท. ด้วยระบบ POS ให้เป็นไปตามวิธีการและแนวทางที่ ทอท. กำหนด และเพื่อให้เกิดความถูกต้องและมีประสิทธิภาพ รวมถึงติดตามและตรวจสอบการทำงานของระบบรับรู้รายได้โดยภาพรวมของท่าอากาศยานที่อยู่ในการกำกับดูแลของ ทอท.

     1.4) ทอท. มีคู่มือปฏิบัติงาน (Standard Operating Procedure: SOP) เกี่ยวกับการติดตั้งและเชื่อมต่อ AOT RR System และข้อกำหนด เงื่อนไข และหลักเกณฑ์การเชื่อมต่ออุปกรณ์และระบบบันทึกยอดขายเรียบร้อยแล้ว

     1.5) ทอท. ตรวจสอบระบบ POS และรายได้จริงจากผู้ประกอบการเป็นประจำทุกเดือน ด้วยวิธีการต่าง เช่น (1) สุ่มตรวจยอดขายจากใบเสร็จของผู้ประกอบการเปรียบเทียบกับระบบรับรู้รายได้ (2) ตรวจสอบยอดรายได้จากระบบรับรู้รายได้และยอดรายได้ที่ผู้ประกอบการรายงานยอดขายในทุก สิ้นเดือน

2) การจัดตั้งจุดส่งมอบสินค้า (Pick Up Counter) ทอท. มีการดำเนินการ ดังนี้

     2.1) ทอท. ได้จัดให้มีกิจการให้บริการเคาน์เตอร์ส่งมอบสินค้าปลอดอากรแบบสาธารณะ (Common Use) เพื่อให้บริการแก่ผู้โดยสารและผู้ใช้บริการ ด้วยวิธีการประมูลเสนอค่าผลประโยชน์ตอบแทน โดยผู้ชนะการประมูล คือ บริษัท คิง เพาเวอร์ ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด โดยเป็นการให้บริการส่งมอบสินค้าปลอดอากรแก่ลูกค้าผู้โดยสารเที่ยวบินระหว่างประเทศที่ซื้อสินค้าจากร้านค้าปลอดอากรในเมืองเพื่อนำออกนอกประเทศ ซึ่งผู้ประกอบการร้านค้าปลอดอากรทุกรายการสามารถขอใช้บริการได้โดยได้เริ่มประกอบกิจการตั้งแต่วันที่
28
กันยายน 2563 เป็นต้นมา

     2.2) ทอท. ได้จัดให้มีการให้บริการเคาน์เตอร์ส่งมอบสินค้าปลอดอากรแบบ Common Use ของ ทอท. โดยได้ว่าจ้างกิจการค้าร่วม เอสเฮช-พีไอ ให้บริการเคาน์เตอร์ส่งมอบสินค้าปลอดอากร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำนวน 1 งาน เป็นระยะเวลา 5 ปี

     2.3) ปัจจุบันยังไม่มีผู้ประกอบการร้านค้าปลอดอากรในเมืองมาติดต่อขอใช้บริการเคาน์เตอร์ปลอดอากรแบบ Common Use ของ ทอท. ทั้งนี้ ในกรณีที่มีประกอบการร้านค้าปลอดอากรแจ้งความประสงค์ขอใช้บริการ ทอท. สามารถให้บริการร้านค้าปลอดอากรได้ในทันที

 

(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายกรัฐมนตรี) 10 มิถุนายน 2569

 

 

g7

Click Donate Support Web 

GSB720x100px

ใจฟู720x100pxSME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100

CKPower 720x100

QIC 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100